งานของเรา

สถานการณ์การสู้รบในประเทศเมียนมา ทำให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบพากันอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งประเทศไทยได้จัดพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ให้ผู้หนีภัยฯ เหล่านี้อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.กาญจนบุรี จ.ราชบุรี จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน รวม 9 แห่ง คือ

  1. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านต้นยาง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
  2. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  3. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
  4. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านอุ้มเปี้ยม อ.พบพระ จ.ตาก
  5. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านนุโพ อ.อุ้มผาง จ.ตาก
  6. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านใหม่ในสอย อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน
  7. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน
  8. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่ละอูน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน
  9. พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่ลามาหลวง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิโคเออร์ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้หนีภัยฯ เหล่านี้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  1. โครงการให้บริการชุมชนและสังคมสงเคราะห์แก่ผู้เปราะบาง เช่น เด็กกำพร้า เด็กที่พลัดพรากจากพ่อ/แม่ ผู้สูงอายุ คนพิการ แม่/พ่อหม้าย ที่ต้องดูแลบุตรหลายคนด้วยตนเอง บริการครอบครัวอุปถัมภ์โดยชุมชน และงานคุ้มครองเด็ก
    • การอบรมงานด้านจิตสังคมแก่เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ทั้งที่ประจำอยู่ที่สำนักงานสนาม และเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ที่เป็นผู้หนีภัยฯ รวมทั้งองค์กรชุมชนในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ฯ ให้มีความรู้ ความสามารถ ตลอดจน ทักษะการให้บริการชุมชน
    • การจัดการดูแลผู้ประสบปัญหาเฉพาะราย (case management) การให้คำปรึกษา และการส่งต่อให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินการต่อไป
    • การเยี่ยมบ้านผู้เปราะบางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิต
    • การเฝ้าระวังติดตามดูแล ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ไม่มีผู้ปกครอง และเด็กพลัดพรากจากพ่อ/แม่ และส่งเสริมให้ชุมชนตระหนักถึงความจำเป็นในการปกป้องคุ้มครองเด็ก
    • การจัดกิจกรรมอบรมเชิงสันทนาการเพื่อการรักษาเยียวยาด้านจิตใจ
    • การจัดระบบการประสานงานร่วมกับคณะกรรมการชุมชน และองค์กรชุมชนฯในพื้นที่ เช่น
      คณะกรรมการบริหารงานผู้หนีภัยฯ คณะกรรมการสตรี คณะกรรมการเยาวชน เป็นต้น รวมทั้งองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ, หน่วยงานเอกชน และกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
  1. โครงการอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งรวมถึงการเลี้ยงสัตว์เล็กที่ถูกวิธี และสร้างจิตสำนึกในการรักษาสภาพแวดล้อมรอบบริเวณพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    • การฝึกอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์ การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผัก กล้าไม้ และวัสดุอุปกรณ์ในการทำการเกษตร รวมไปถึงการสนับสนุนแปลงเกษตรชุมชน เพื่อให้ผู้หนีภัย ฯ มีความรู้ และทักษะด้านการทำเกษตรกรรมยั่งยืน อีกทั้งยังเพิ่มพูนการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร
    • การฝึกอบรมด้านการเตรียมพร้อมป้องกันภัย การฝึกซ้อมแผนอพยพ การรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยธรรมชาติและภัยที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านเสียงตามสาย การเดินรณรงค์และแจกสื่อประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงแจกถุงพลาสติกสำหรับใส่น้ำและทรายเพื่อใช้สำหรับการดับเพลิงเบื้องต้น รวมไปถึงการทำแนวกันไฟรอบ ๆ พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ และการสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอัคคีภัย
    • การปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน เช่น การปลูกป่า รวมทั้งการให้ความรู้ด้านการจัดการขยะ โดยการคัดแยก การนำหรือดัดแปลงสิ่งของใช้แล้วให้กลับมาใช้ประโยชน์
  1. โครงการส่งเสริมทักษะวิชาชีพ ทั้งในภาคการเกษตร และนอกภาคการเกษตร
    • การอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่น เรื่อง การทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำมันไพล น้ำมันสมุนไพร อาหารพื้นบ้าน สำหรับเยาวชน และผู้สูงอายุ เพื่อจะได้มีความรู้และนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตกลับไปใช้และแบ่งปันเพื่อนบ้าน
    • การอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจทั่วไป เช่น การก่อสร้างขั้นพื้นฐาน การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ การทำงานในร้านอาหาร เพื่อจะนำไปใช้ทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ
    • การอบรมภาคปฏิบัติสำหรับผู้หนีภัยฯ ที่เป็นเกษตรกรที่ต้องการออกไปรับจ้างภาคเกษตรภายนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ เช่น การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การใช้สารเคมีกำจัดแมลง การใช้เครื่องมือทำการเกษตร เป็นต้น
    • สนับสนุนทุนประกอบอาชีพภาคการเกษตรสำหรับผู้สนใจทั่วไปที่ได้รับการคัดเลือก เช่น การเลี้ยงหมู ไก่ไข่ เป็ด และ นอกภาคการเกษตร เช่น ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ทอผ้า เป็นต้น
  1. โครงการสงเคราะห์บรรเทาทุกข์ แก่ผู้เปราะบาง
    • แจกสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ ให้เด็กที่พลัดพรากจากพ่อ/แม่
    • สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในหอพัก คนพิการ เพาะถั่วงอก เพื่อจะได้มีอาหารสดสำหรับบริโภคในครอบครัวมากขึ้น
    • สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน
  1. โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมพื้นบ้านโดยผู้สูงอายุเป็นผู้ดำเนินการ
    • ส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านโดยกลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยการให้ผู้สูงอายุเป็นวิทยากรถ่ายทอดงานศิลปวัฒนธรรมและหัตถกรรมดั้งเดิมให้แก่เยาวชน ได้สืบสาน เพื่อธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมทั้งกระตุ้นให้ชุมชนเห็นคุณค่าของกลุ่มผู้สูงอายุ
  1. โครงการจัดการขยะโดยชุมชนมีส่วนร่วม
    • การสร้างศูนย์แปรสภาพขยะ อันประกอบไปด้วย บ่อทิ้งขยะ เตาเผาขยะความร้อนสูง เพื่อจัดการขยะจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และจากหมู่บ้านไทยที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ
    • การเก็บขยะในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ โดยอาสาสมัครชุมชน และการเก็บขยะตามแนวตลิ่งของแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่พักชั่วคราวฯ ไปยังหมู่บ้านไทย โดยกลุ่มเยาวชน และอาสาสมัครชุมชน
    • สนับสนุนการก่อสร้างเตาเผาขยะในหมู่บ้านไทยใน ต.แม่หละ จำนวน 5 หมู่บ้าน เพื่อลดปริมาณขยะที่จะนำไปทิ้งที่บ่อขยะในศูนย์แปรสภาพขยะ

ในปีพ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิโคเออร์ได้ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยในเขตเมือง จำนวนกว่า 40 สัญชาติ ซึ่งเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย ระหว่างรอกระบวนการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม หรือเดินทางกลับไปยังมาตุภูมิ เมื่อสถานการณ์ในประเทศของตนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยในประเทศไทย ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ จำนวนกว่า 6,000 คน

การให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยในเมือง ประกอบด้วยความช่วยเหลือหลักๆ 3 ด้านคือ

  1. สนับสนุนการศึกษาแก่เด็กผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยในเมือง และอำนวยความสะดวกในการสมัครเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาของภาครัฐ
  2. เสริมสร้างสุขภาวะทางจิตใจและสังคมของเด็กผู้ลี้ภัย และ ครอบครัว
  3. ส่งเสริมกิจกรรมอภิบาลผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยที่เป็นคริสตชน

มูลนิธิโคเออร์ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องกักที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2531 จนถึงปัจจุบัน ผู้ต้องกักเหล่านี้ เข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายการเข้าเมือง หรือ อยู่เกินกำหนดการตรวจลงตรา (วีซ่า) หรือใช้หนังสือเดินทางปลอม และถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะนำตัวมากักแทนค่าปรับที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ในแต่ละวัน มีผู้ต้องกักอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรุงเทพ จำนวนประมาณ 1,000 ถึง 1,300 คน ระหว่างที่ถูกกักตัวที่สถานกักตัวคนต่างด้าว มูลนิธิโคเออร์ได้ให้การสงเคราะห์ผู้ต้องกักด้วยการสนับสนุนของใช้ในชีวิตประจำวัน แก่ผู้ต้องกักทุกคนเป็นประจำทุกเดือน

มูลนิธิโคเออร์ได้ช่วยเหลือผู้สูงอายุ คนพิการ รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนด้าน จ.สระแก้ว และ จ.สุรินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โครงการเหล่านี้ได้แก่

  1. สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ยากจน ใน จ.สระแก้ว และ จ.สุรินทร์
  2. สงเคราะห์ด้านอาหารแก่คนพิการ และผู้สูงอายุ ที่ยากจน ใน จ.สระแก้ว และ จ.สุรินทร์
  3. ส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการเลี้ยงไก่ไข่ให้คนพิการใน จ.สระแก้ว

มูลนิธิโคเออร์ ทำงานร่วมกับ สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย คารีตัส ประเทศไทย และอาสาสมัครโคเออร์ ในการบรรเทาทุกข์เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ดังนี้

  1. การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย หรือภัยที่เกิดจากมนุษย์ เช่น อัคคีภัย หรือ การสู้รบ โดยการมอบสิ่งของจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพ เครื่องอุปโภค เครื่องบริโภค หรือการตั้งโรงครัวเคลื่อนที่
  2. การให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาที่หนีภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศของตนเอง เข้ามาอาศัยในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวที่รัฐบาลไทยจัดให้ และอาศัยอยู่ตามชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน และตาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สิ่งของช่วยเหลือได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เช่น เสื่อ มุ้ง ผ้าห่ม เครื่องครัว ผ้าใบมุงหลังคา เป็นต้น

1. อาสาสมัครในโรงเรียนคาทอลิก

พระสังฆราชกิตติคุณ ยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย, ภราดา หลุยส์ วิริยะ ฉันทวโรดม และ ซิสเตอร์ ดร.สมพิศ กตัญญู ร่วมกันจัดตั้งชมรมอาสาสมัครพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม – วีเสด (Volunteers for Social and Environmental Development : VSED) เมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความประพฤติที่ดีงามให้แก่เด็กและเยาวชน ด้วยการบ่มเพาะต้นกล้าความคิดจิตอาสาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติให้แก่นักเรียนต้นแบบ

ระหว่างปี พ.ศ. 2543 – 2549 ชมรมวีเสด ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินโครงการให้ความรู้ด้านการคัดแยกขยะในโรงเรียน โดยมีเครือข่ายโรงเรียนคาทอลิก และโรงเรียนในเครือสารสาสน์ มากกว่า 100 โรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมนี้

เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิโคเออร์ ได้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของชมรมวีเสด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เยาวชนมีจิตอาสา มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และสื่อสารระหว่างกันจนเกิดเป็นกระบวนการ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีภาวะผู้นำ ผู้ตามที่ดี ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และเพื่อพัฒนาเยาวชนต้นแบบให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ขยายผลในโรงเรียน และชุมชนรอบโรงเรียนต่อไป

ชมรมอาสาสมัครพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม – วีเสด (Volunteers for Social and Environmental Development : VSED) มีสมาชิกจำนวน 13 โรงเรียน คือ พระหฤทัยคอนแวนต์ พระหฤทัยดอนเมือง พระหฤทัยพัฒนเวศม์ พระหฤทัยนนทบุรี พระหฤทัยสวรรคโลก อัสสัมชัญ เซนต์คาเบรียล อัสสัมชัญศึกษา เปรมฤดีศึกษา พระวิสุทธิวงส์ เซนต์เทเรซา เซนต์แมรี่ และนักบุญเปโตร

โครงการและกิจกรรมหลัก

  1. กิจกรรมค่ายเยาวชน “ปลูกต้นกล้า สร้างความดี วีเสดอาสา” จัดปีละ 1 ครั้ง ๆ ละ 1 วัน เพื่อให้นักเรียนแกนนำรุ่นใหม่จากโรงเรียนสมาชิก มีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน และได้เรียนรู้ถึงจิตตารมณ์ และวัตถุประสงค์ของชมรม
  2. กิจกรรมค่ายเยาวชนต้นแบบจิตอาสา จัดปีละ 1 ครั้ง ๆ ละ 3 วัน เพื่อให้เยาวชนแกนนำได้มีโอกาสเรียนรู้กิจกรรมนอกห้องเรียนผ่านการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปลูกฝังและส่งเสริมให้เป็นผู้มีจิตอาสาและรักสิ่งแวดล้อม และสามารถวางแผนงานตลอดจนขยายผลให้เกิดกิจกรรมในโรงเรียนของตนเองได้
  3. กิจกรรมต้นกล้าวีเสด จัดปีละ 1 ครั้งในเดือนกันยายน โดยการมอบเกียรติบัตรให้เยาวชนดีเด่น ของโรงเรียนเครือข่ายคาทอลิก และสารสาสน์ ในด้านจิตอาสาและด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ (20 กันยายน) เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติในการทำดีของเด็กและเยาวชน การคัดเลือกทำโดยคณะครู และผู้บริหาร ของแต่ละโรงเรียน
  4. กิจกรรมค่ายเยาวชน “ตามรอย ร.๙” จัดปีละ 1 ครั้ง ๆ ละ 1 วัน เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของรัชกาลที่ 9 โดยที่กิจกรรมหลักคือการที่เยาวชนจากโรงเรียนสมาชิกชมรมวีเสด ร่วมทำประโยชน์ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยกัน
  5. กิจกรรมวันอาสาสมัครพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่โรงเรียน ครู และนักเรียนแกนนำ ที่เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมวีเสดตลอดปีการศึกษา

2. อาสาสมัครในวัดคาทอลิก

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา มูลนิธิโคเออร์ ร่วมทำงานกับสภาภิบาลของวัดคาทอลิกต่าง ๆ ด้านการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในชุมชน โดยการจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครคาทอลิกสงเคราะห์ หรือ อาสาสมัครโคเออร์ ปัจจุบันอาสาสมัคร โคเออร์กระจายตัวอยู่ตามสังฆมณฑลต่าง ๆ จำนวน 130 กลุ่ม ดังนี้

  • อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จำนวน13 กลุ่ม
  • อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง จำนวน 20 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลอุบลราชธานี จำนวน 12 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลอุดรธานี จำนวน 16 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลเชียงใหม่ จำนวน 20 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลนครสวรรค์ จำนวน 27 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลเชียงราย จำนวน 12 กลุ่ม
  • สังฆมณฑลราชบุรี จำนวน10 กลุ่ม

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอาสาสมัครที่หมู่บ้านเลพาทอ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา ใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และ กลุ่มอาสาสมัครในแขวงหลวงพระบาง และ แขวงคำม่วน สปป.ลาว อีก 88 กลุ่ม

โครงการและกิจกรรมหลัก

  1. กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ด้านการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก กบ ไก่ ปลา ปลูกผัก หรือการค้าขาย
  2. กิจกรรมเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ยากลำบากในชุมชน
  3. กิจกรรมประจำเดือนตลอดทั้งปี เพื่อประโยชน์ต่อคนในชุมชน